← บทความทั้งหมด

เมื่อเด็กคืออนาคตของชาติ… แล้วอนาคตของชาติในวันนี้ ถูกออกแบบไว้อย่างไร

ข่าวการศึกษา 📅 26 ก.ค. 2569 ✍️ kruti
เมื่อเด็กคืออนาคตของชาติ… แล้วอนาคตของชาติในวันนี้ ถูกออกแบบไว้อย่างไร

เมื่อเด็กคืออนาคตของชาติ… แล้วอนาคตของชาติในวันนี้ ถูกออกแบบไว้อย่างไร

“เด็กคืออนาคตของชาติ”

เป็นประโยคที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานานจนแทบไม่มีใครตั้งคำถาม ทุกครั้งที่ถึงวันเด็กแห่งชาติ ทุกครั้งที่มีการพูดถึงการปฏิรูปการศึกษา หรือแม้แต่การอภิปรายงบประมาณด้านการศึกษา ประโยคนี้มักถูกหยิบยกขึ้นมาเสมอ

เพราะไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ประเทศในอีก 20 หรือ 30 ปีข้างหน้า จะเป็นอย่างไร ล้วนขึ้นอยู่กับเด็กที่กำลังเติบโตอยู่ในโรงเรียนของวันนี้

แต่หากย้อนกลับมามองในอีกมุมหนึ่ง คำถามที่น่าสนใจกว่าอาจไม่ใช่ “เด็กคืออนาคตของชาติหรือไม่”
หากแต่เป็น…

“เมื่อเด็กคืออนาคตของชาติ แล้วอนาคตของชาติในวันนี้ กำลังถูกออกแบบไว้อย่างไร”

คำถามนี้อาจฟังดูเรียบง่าย แต่หากมองผ่านสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในโรงเรียนไทย เราอาจพบว่า “อนาคตของชาติ” ในสายตาของแต่ละหน่วยงาน ไม่ได้มีความหมายเหมือนกันเสียทีเดียว

ประเทศไทยคาดหวังอะไรจากเด็กหนึ่งคน

ในวันเด็กแห่งชาติที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีกล่าวกับเด็กและเยาวชนไทยว่า ประเทศต้องการคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ มีทักษะด้านภาษา มีโลกทัศน์ที่กว้างไกล สามารถสร้างประโยชน์ให้ประเทศ และพร้อมมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของโลก

ขณะที่องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ประเทศไทย เผยแพร่บทความหัวข้อ “อนาคตระยะยาวของประเทศไทย จะถูกตัดสินในห้องเรียนของวันนี้” พร้อมระบุว่า เด็กไทยจำเป็นต้องมีทั้งความรู้ ทักษะการคิดวิเคราะห์ ความสามารถในการแก้ปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น การปรับตัว และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในระดับนานาชาติ Andreas Schleicher ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษาและทักษะของ OECD ผู้ดูแลโครงการ PISA เคยกล่าวประโยคที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุดประโยคหนึ่งของโลกการศึกษาว่า

“การศึกษาต้องเตรียมผู้เรียนสำหรับอนาคต ไม่ใช่อดีต”

หากพิจารณาคำกล่าวทั้งสามชุด จะพบว่ามีจุดร่วมที่น่าสนใจ
ไม่มีใครพูดถึงเพียงการสอบ
ไม่มีใครพูดถึงเพียงเกรดเฉลี่ย
และไม่มีใครบอกว่า การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ควรมีเพียงความรู้ทางวิชาการ

ตรงกันข้าม ทุกฝ่ายกำลังพูดถึง “คน” ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
คนที่คิดเป็น
ปรับตัวเป็น
ทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็น
รับผิดชอบต่อสังคมเป็น
และเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็น

แล้วโรงเรียนไทยกำลังสร้างอะไรอยู่

หากมองเข้าไปในโรงเรียนไทยปัจจุบัน จะพบว่าโรงเรียนไม่ได้เป็นเพียงสถานที่เรียนภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือภาษาอังกฤษอีกต่อไป

แต่กำลังเป็นพื้นที่ที่หลายกระทรวง หลายกรม หลายองค์กร และหลายภาคส่วนของประเทศ ต่างเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา “เด็กคนเดียวกัน”

กระทรวงสาธารณสุข ต้องการให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง
โรงเรียนจึงมีการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ตรวจสุขภาพ คัดกรองสายตา ดูแลโภชนาการ เฝ้าระวังโรค และประสานการรับวัคซีน

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องการปลูกฝังจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม
โรงเรียนจึงมีโครงการโรงเรียนปลอดขยะ โรงเรียนสีเขียว ธนาคารขยะ การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช และกิจกรรมลดการใช้พลังงาน

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ต้องการให้เยาวชนรู้เท่าทันโลกออนไลน์
โรงเรียนจึงมีการอบรมด้าน Cyber Safety การรู้เท่าทันข่าวปลอม และการป้องกัน Cyberbullying

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องการลดปัญหายาเสพติดและอุบัติเหตุ
โรงเรียนจึงมีโครงการ D.A.R.E. การรณรงค์สวมหมวกนิรภัย และกิจกรรมด้านความปลอดภัยทางถนน

กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องการสร้างวินัยทางการเงิน
โรงเรียนจึงมีธนาคารโรงเรียน การออม และกิจกรรมส่งเสริมความรู้ทางการเงิน

กระทรวงวัฒนธรรม ต้องการสืบสานอัตลักษณ์ไทย
โรงเรียนจึงมีกิจกรรมด้านศาสนา วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และประเพณี

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องการสร้างทักษะอาชีพ
โรงเรียนจึงมีโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน สหกรณ์นักเรียน และการเรียนรู้ด้านการเกษตร

ยังไม่รวมกิจกรรมด้านกีฬา คุณธรรม จิตอาสา ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน การป้องกันการค้ามนุษย์ การคุ้มครองเด็ก ความปลอดภัยจากภัยพิบัติ และอีกหลายโครงการที่เกิดขึ้นในแต่ละปีการศึกษา

หากพิจารณาทีละเรื่อง จะพบว่า…
แทบไม่มีโครงการใดที่มีเป้าหมายไม่ดี
ทุกโครงการต่างเกิดขึ้นจากความหวังดี
ทุกโครงการต่างต้องการให้เด็กไทยเติบโตขึ้นเป็น “พลเมืองที่มีคุณภาพ”

เมื่อทุกคนหวังดีกับเด็กคนเดียวกัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้แต่ละโครงการจะมีเจ้าภาพคนละหน่วยงาน แต่สถานที่ดำเนินการกลับเป็นที่เดียวกัน
คือ “โรงเรียน”

และผู้ที่ทำให้แต่ละโครงการเกิดขึ้นจริง ก็คือ “ครู”

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โรงเรียนไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดการเรียนการสอน หากยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาสุขภาพ การเงิน สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย คุณธรรม วัฒนธรรม กีฬา เทคโนโลยี และการพัฒนาสังคมไปพร้อมกัน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง หากเด็กไทยหนึ่งคนใช้เวลาอยู่ในโรงเรียนตลอดปีการศึกษา เขาจะได้สัมผัสองค์ความรู้จากแทบทุกภาคส่วนของประเทศ

นี่อาจเป็นหนึ่งในระบบการศึกษาที่มี “ความคาดหวัง” ต่อเด็กสูงที่สุดระบบหนึ่ง
เพราะทุกหน่วยงานต่างเชื่อว่า สิ่งที่ตนเองรับผิดชอบ คือทักษะสำคัญที่เด็กไทยควรได้รับ

เมื่อทุกเป้าหมายล้วนมีเหตุผล
เมื่อทุกโครงการล้วนมีประโยชน์
และเมื่อทุกภาคส่วนต่างต้องการสร้าง “อนาคตของชาติ”

คำถามจึงไม่ใช่ว่า…
โครงการไหนควรมี หรือโครงการไหนควรยกเลิก
แต่คือ…

เมื่อทุกความหวังดี มารวมกันอยู่ในโรงเรียนแห่งเดียว
ระบบการศึกษาไทยกำลังออกแบบ “เวลา” และ “วิธีการเรียนรู้” ให้เพียงพอกับทุกความคาดหวังนั้นแล้วหรือยัง

เมื่อทุกโครงการล้วนมีเป้าหมายที่ดี แล้วเหตุใดจึงมีนโยบาย “คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก”

หากมองเพียงเป้าหมายของแต่ละโครงการ อาจกล่าวได้ว่าแทบทุกโครงการต่างตอบโจทย์การพัฒนาเด็กในด้านใดด้านหนึ่ง

ไม่มีใครปฏิเสธความสำคัญของการดูแลสุขภาพ
ไม่มีใครปฏิเสธความสำคัญของการป้องกันยาเสพติด
ไม่มีใครปฏิเสธความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ไม่มีใครปฏิเสธความสำคัญของการรู้เท่าทันสื่อ การเงิน คุณธรรม ประชาธิปไตย หรือการสร้างทักษะชีวิต

เมื่อพิจารณาแยกกัน ทุกโครงการล้วนมีเหตุผลของตัวเอง และล้วนสะท้อนความหวังดีที่สังคมมีต่อเด็กไทย

แต่ในช่วงปีที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการกลับประกาศนโยบายที่น่าสนใจ คือ “คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก”

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า…
หากทุกโครงการล้วนมีเป้าหมายที่ดี เหตุใดกระทรวงศึกษาธิการจึงต้องเดินหน้าลดภาระงานครู และทบทวนโครงการที่ซ้ำซ้อน

คำตอบอาจอยู่ที่คำว่า “เวลา”

เพราะไม่ว่าระบบการศึกษาจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เวลาของเด็กหนึ่งคนในหนึ่งปีการศึกษา ยังคงมีเท่าเดิม
หนึ่งวันยังมี 24 ชั่วโมง
หนึ่งสัปดาห์ยังมีจำนวนคาบเรียนเท่าเดิม
และหนึ่งปีการศึกษายังคงมีจำนวนวันเรียนจำกัด

เมื่อทุกภาคส่วนต่างต้องการให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ขับเคลื่อนนโยบายของตนเอง สิ่งที่เพิ่มขึ้นจึงไม่ใช่เพียงจำนวนกิจกรรม แต่รวมถึงการวางแผน การประสานงาน การติดตามผล การประเมินผล และการรายงานข้อมูลตามระบบของแต่ละหน่วยงาน

ในทางปฏิบัติ กิจกรรมหนึ่งอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงกับนักเรียน แต่เบื้องหลังกลับประกอบด้วยการประชุม การจัดทำคำสั่ง การเตรียมเอกสาร การประสานงาน การเก็บหลักฐาน และการรายงานผล ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดำเนินงานในโรงเรียน

ด้วยเหตุนี้ นโยบาย “Work Smart” ของกระทรวงศึกษาธิการจึงไม่ได้ประกาศให้ยกเลิกการพัฒนาเด็กในด้านต่าง ๆ หากแต่พยายามลดความซ้ำซ้อนของระบบงาน เพื่อให้ครูสามารถใช้เวลากับการจัดการเรียนรู้ได้มากขึ้น

นั่นคือความแตกต่างระหว่าง “การลดคุณภาพ” กับ “การลดความซ้ำซ้อน”

ภาพที่ปรากฏจากผลการเรียนรู้ของเด็กไทย

ในช่วงปลายปี 2566 ผลการประเมิน PISA 2022 ได้รับความสนใจจากสังคมไทยอีกครั้ง

ผลการประเมินพบว่า คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนไทยทั้งด้านคณิตศาสตร์ การอ่าน และวิทยาศาสตร์ ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD และลดลงจากการประเมินรอบก่อน

ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้บอกว่าเด็กไทยขาดความสามารถ
แต่สะท้อนว่าการยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ยังเป็นโจทย์สำคัญของประเทศ

ขณะเดียวกัน OECD ย้ำมาตลอดว่า การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ไม่ควรวัดเพียงความจำหรือผลการสอบ แต่ต้องสร้างผู้เรียนที่สามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา สื่อสาร และปรับตัวกับโลกที่เปลี่ยนแปลงได้

กล่าวคือ ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สองด้านพร้อมกัน
ด้านหนึ่ง เราต้องการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ
อีกด้านหนึ่ง เราต้องการพัฒนาเด็กให้มีทักษะชีวิตและคุณลักษณะของพลเมืองในอนาคต

ทั้งสองเป้าหมายต่างมีความสำคัญ และต่างไม่สามารถละเลยได้

โรงเรียนไทย…กำลังแบกรับความหวังของทั้งประเทศ

เมื่อรวบรวมข่าว นโยบาย และคำสัมภาษณ์จากหลายหน่วยงานเข้าด้วยกัน จะเห็นภาพที่น่าสนใจ

เมื่อประเทศต้องการลดปัญหาโรคอ้วนในเด็ก โรงเรียนคือคำตอบ
เมื่อประเทศต้องการลดปัญหายาเสพติด โรงเรียนคือคำตอบ
เมื่อประเทศต้องการสร้างวินัยจราจร โรงเรียนคือคำตอบ
เมื่อประเทศต้องการปลูกฝังประชาธิปไตย โรงเรียนคือคำตอบ
เมื่อประเทศต้องการสร้างวินัยทางการเงิน โรงเรียนคือคำตอบ
เมื่อประเทศต้องการสร้างสังคมสีเขียว โรงเรียนก็ยังคงเป็นคำตอบ

ดูเหมือนว่า ไม่ว่าประเทศจะเผชิญความท้าทายในเรื่องใด โรงเรียนมักเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเสมอ

ในแง่หนึ่ง นี่คือความไว้วางใจที่สังคมมีต่อโรงเรียน
เพราะโรงเรียนเป็นสถาบันที่อยู่ใกล้เด็กที่สุด
มีครูที่รู้จักเด็ก
มีความต่อเนื่องในการพัฒนา
และสามารถปลูกฝังพฤติกรรมได้ตั้งแต่วัยเยาว์

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทุกหน่วยงานต่างเลือกใช้ “โรงเรียน” เป็นพื้นที่ดำเนินนโยบาย

แล้วอนาคตของชาติถูกออกแบบไว้อย่างไร

เมื่อรวบรวมทุกภาพเข้าด้วยกัน อาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทยกำลังออกแบบให้เด็กหนึ่งคน เติบโตเป็นคนที่มีความรู้ทางวิชาการ มีสุขภาพแข็งแรง รู้จักดูแลสิ่งแวดล้อม ใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ มีวินัยทางการเงิน เคารพกฎหมาย มีคุณธรรม มีจิตสาธารณะ มีทักษะอาชีพ มีความเป็นพลเมือง และพร้อมเผชิญโลกอนาคต

เป้าหมายเหล่านี้ล้วนเป็นเป้าหมายที่สังคมส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกัน

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า เป้าหมายเหล่านี้ควรมีหรือไม่
แต่อาจเป็นว่า

ระบบการศึกษาไทยได้ออกแบบ “เวลา” “ทรัพยากร” และ “กลไกสนับสนุน” ให้เพียงพอกับทุกความคาดหวังนั้นแล้วหรือยัง

เพราะการออกแบบอนาคตของชาติ ไม่ได้เกิดจากคำขวัญเพียงประโยคเดียว
ไม่ได้เกิดจากโครงการใดโครงการหนึ่ง
และไม่ได้เกิดจากกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง

แต่เกิดจากผลรวมของทุกนโยบาย ทุกกิจกรรม ทุกคาบเรียน ทุกชั่วโมงที่เด็กใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียน

ในท้ายที่สุด บางทีคำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่

“เราอยากให้เด็กไทยเป็นคนแบบไหน”

เพราะคำตอบของคำถามนี้ ประเทศไทยได้ตอบไว้ผ่านนโยบายและโครงการต่าง ๆ อย่างชัดเจนแล้ว

แต่คำถามที่อาจสำคัญยิ่งกว่า คือ

“เมื่อทุกภาคส่วนต่างช่วยกันออกแบบอนาคตของเด็กไทย เราได้ออกแบบระบบที่ทำให้ทุกความหวังเหล่านั้นเดินไปในทิศทางเดียวกันแล้วหรือยัง”

หากคำตอบคือ “ใช่”
อนาคตของชาติอาจกำลังถูกสร้างขึ้นอย่างเงียบ ๆ ในห้องเรียนทั่วประเทศ

แต่หากคำตอบยังไม่ชัดเจน
คำถามนี้ก็คงเป็นโจทย์ที่สังคมไทยทุกภาคส่วนควรร่วมกันค้นหาคำตอบต่อไป

แหล่งข้อมูลประกอบการเรียบเรียง

  • กระทรวงศึกษาธิการ: นโยบาย Work Smart และ “คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก”
  • รัฐบาลไทย: ข่าวและคำแถลงด้านการยกระดับคุณภาพการศึกษาและการลดภาระงานครู
  • UNICEF Thailand: Thailand's long-term future will be decided in its classrooms และบทความด้านการปฏิรูปการศึกษา
  • OECD: PISA 2022 Results – Thailand Country Note
  • กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (EEF): แนวคิดของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช เรื่อง “โรงเรียนแห่งอนาคตไม่ใช่โรงสอน แต่เป็นโรงสร้าง”
  • สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.): เป้าหมายการพัฒนาผู้เรียนและแนวคิด Learning Nation


แชร์: 💬 LINE 📘 Facebook
อ่านบทความอื่น → ดูแอปการสอนทั้งหมด →